[EBF] Unknown

posted on 05 Mar 2013 20:29 by yufenglin in EBF
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ 
 
 
-------------------------------------------------------------------------------
 
 
#2087 Unknown
 
16 Feb. 1027 2.00 AM
 
 
 
                 เขายืนอยู่ตรงชะง่อนผา ตรงนี้สูง สามารถมองเห็นทะเลโดยรอบได้ถนัดตา ดังนั้น...ฉากที่คนที่หน้าตาคล้ายเขาโดนใบพัดเรือปั่นจนเลือดย้อมทะเลสีน้ำเงินเข้มให้กลายเป็นสีแดงฉานนี่...เขาก็เห็น
                 ...นั่นคงจะเป็น Unknown ที่ติดประกาศ
                 ถึงเขาจะไม่รู้ว่าทำไมสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'Unknown' นั่นถึงปลอมเป็นเขาแล้วเข้ามาทำร้ายเธอก็ตาม แต่ตัวเขาก็ไม่ได้สนใจเท่าใดนัก 
                 คนรักหรือ คนสำคัญงั้นหรือ เขาจะไปเป็นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร
                 เสียงกรอบแกรบของใบไม้ดังขึ้นทางด้านหลัง เขาใช้มือขวาแตะปืนพกข้างเอว เงียบเสียงและพยายามฟังว่าสิ่งใดกำลังเดินเข้ามาใกล้ สองเท้า ..อาจจะเป็นมนุษย์
                 ไม่ทันที่เขาจะได้ทำสิ่งใด เสียงหวานใสจากทางด้านหลังก็ดังขึ้นมาก่อน "เป็นข้า ข้าจะหันมามองก่อนนะคาโนลอส ว่านี่คือผู้ใด ปืนจะได้ไม่ลั่น"
                 เขาหันไปมอง เธอหัวเราะคิกคักมองเขาอย่างอารมณ์ดี
                 "ข้าบอกแล้ว เจ้าควรมองให้ดีก่อน" นัยน์ตาสีฟ้ามองเขาอย่างสนุกสนาน เส้นผมสีเงินสว่างพลิ้วไปตามแรงลมทะเล เธอเดินเข้ามาใกล้เขา ใช้สองแขนนั่นกอดแขนเขาเอาไว้แน่น
                 ...มีอะไรแปลก แต่เขาก็ดีใจเกินกว่าที่จะสนใจว่าสิ่งใดที่แปลก
                 เขามองเธอกลับ สีตาของเขาขุ่น อีกทั้งยังแทบจะไร้แวว คนส่วนใหญ่จึงมักไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร แต่ซีทรินมักรู้ดี รู้ดีเสมอถึงเขาจะไม่ได้พูดสิ่งใด เธอเข้าใจเขาไปซะทุกเรื่อง มักบอกเขาว่าเขาควรจะทำสิ่งใดต่อไป
                 "ข้างนอกลมแรง...เธอไม่ควรออกมาตอนนี้" เขาเอ่ยเสียงเรียบ จ้องตาสีฟ้าใสของเธอนิ่ง แต่เธอกลับพูดด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน "เจ้าเป็นคู่หมั้นข้า มาหาไม่ได้หรือ?"
                 "เคยเป็น" เขาแค่นเสียงให้เธอ มือขยับลูบแหวนเงินที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ "แค่เคยเป็น เธอจะพูดถึงทำไม"
                 เธอชักสีหน้าเล็กน้อย "เจ้าเองก็เลิกทำเป็นเย็นชาใส่ข้าเสียที ปฏิเสธรักเพียงครั้งเดียว ทำเจ้าเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้เชียวหรือ อ่อนแอไม่น้อยเลยนะ" เธอยิ้ม และขยับกายเข้าไปใกล้จนแทบจะแนบชิด ใช้สองแขนโอบกอดเขาเอาไว้แน่น "ข้าอยู่ตรงหน้าเจ้า หากข้าจะทวงสัญญาระหว่างเรา จะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ได้โปรด อย่ากักขังข้าเอาไว้ที่นั้น ข้าอยากอยู่ข้างกายเจ้า อยู่ด้วยกันตราบชั่วกาล"
                 "อย่า..." เขาเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว บอกแก่หญิงสีขาวตรงหน้า นัยนตาสีขุ่นฉายแววอ่อนแรงอยู่ไม่น้อย ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ผลักตัวเธอออก ผิวเธอบาง จับนิดจับหน่อยก็เป็นรอย เขาไม่ชอบใจนักเวลาเห็นผิวของเธอมีตำหนิ
                 "เหตุใดจึงไม่ซื่อตรงต่อใจเจ้า เจ้าเองก็อยากอยู่ข้างกายข้ามิใช่หรือ มาเข้ากองทัพเพื่อให้ข้ายอมรับมิใช่หรือ" นางพูดจบก็ผละออกมายิ้มอ่อนหวานราวกับต้องการจะหลอมคนตรงหน้าให้ละลาย "เจ้าไม่เคยสนใจกฎเกณฑ์และวิธีการอยู่แล้ว ออกไปกับข้าเถิด ลาออกจากทัพนี้"
                 เขาเงียบ เอื้อมมือไปแตะลำคอเธอแผ่วเบาต้องกับต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่างก่อนจะดึงตัวเธอมากอดไว้แน่น หญิงสีขาวที่เมื่อครู่ยังยิ้มอ่อนหวานใช้มีดสั้นแทงเข้าไปที่สีข้างของเขาอย่างรุนแรง พร้อมทั้งออกแรงบิดมีด เธอผลักเขาออกเพราะอยากตั้งใจมองใบหน้าของเขาให้ถนัด เธอถูกใจนักเวลาให้เหยื่อร้องครวญ เพียงแต่คาโนลอสยังคงแสดงสีหน้านิ่งเฉยเช่นเดิม
                 จากแววตาอ่อนหวานพลันมองเขาอย่างโกรธเกรี้ยว "เหตุใดเจ้าจึงไม่ร้อง! เหตุใดเจ้าจึงยังคงทำสีหน้านิ่งเฉย! ไม่เจ็บปวดหรืออย่างไร! คนอย่างเจ้ายังมีหัวใจอยู่หรือ!"
                 เขาคลี่ยิ้มบาง เอื้อมมือไปเคลียแก้มเธอแผ่วเบาก่อนจะเลื่อนไปที่คอ "ก็ไม่มีน่ะสิ"
                 เขามองหญิงตรงหน้า แทบจะอดหัวเราะไม่ได้อยู่แล้ว อารมณ์ของมนุษย์เปลี่ยนไวนัก เดี๋ยวเธอก็ยิ้มให้เขา เดี๋ยวเธอก็ทำสีหน้าเศร้าสร้อย เดี๋ยวเธอก็โกรธเกรี้ยวใส่เขา ในตอนนี้เธอทำสีหน้าตื่นตระหนก
                 "ฉันดีใจนะที่เธอมาหาฉัน" เขายิ้ม ยิ้มแบบที่เขาไม่ได้ยิ้มมานาน ยิ้มแบบที่เขาไม่ได้เสริมสร้างหรือปั้นแต่งขึ้นมา ใช้รอยยิ้มนั้นสร้างความตื่นตระหนกให้หญิงสีขาวทีละน้อย ค่อยๆ สืบเท้าก้าวหาเธอทีละก้าว "ฉันดีใจนะที่เธอกอดฉัน"
                 ซีทรินหันหลังไปมองชะง่อนผา อีกเพียงหนึ่งก้าวหากเธอถอยหนีเขาเช่นนี้ เธอจะตกไปยังพื้นทรายด้านล่าง แรงกระทบคงไม่ใช่น้อย แม้ร่างไม่แหลกเหมือนกระทบพื้นคอนกรีต แต่เธอเองก็คงไม่รอด
                 "ฉันคิดว่าเราน่าจะไปเดินเที่ยวริมทะเลกันหน่อยนะ"
                 เธอตกลงไปแล้ว เขามองหญิงสาวที่ตกลงไปยังพื้นทรายด้านล่างด้วยใบหน้าเฉยชา มือดึงมีดสั้นออกแล้วฉีกเสื้อมาพันไว้ก่อนจะเก็บใส่กระเป๋า เลือดสีแดงสดไหลรินใส่ใบหญ้าจนกลายเป็นสีแดง
                 แต่เขาก็ไม่ได้แสดงความเจ็บปวดอะไรออกมา
                 แฟง คาโนลอสกระโดดลงมายืนอยู่ข้างร่างที่นอนอยู่ด้านล่าง เป็นครั้งแรกที่เขาเองก็รู้สึกว่าเวทลมในตัวนั้นเริ่มมีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง แต่ประโยชน์ของเวทที่เอาไว้ใช้วิ่งแข่งแบบนี้ก็ไม่รู้จะมีไปทำไมอยู่ดี
                 "ลุกขึ้นมา ฉันบอกว่าจะพาเธอมาเดินเล่น" เขาพูดขึ้นมา ร่างที่นอนอยู่ข้างล่างเริ่มร้องโอดโอยไม่เป็นภาษาและขยับตัว ซีทรินพยายามอ้าปากพูดกับเขาแต่แม้ว่าจะเปล่งเสียงเท่าไร ก็มีเพียงลมลอดผ่านลำคอ
                 เธอไม่มีเสียงแล้ว!
                 "อะไรนะ...ฉันไม่ได้ยินที่เธอพูดเลย" เขามองเธอนิ่ง แววตาของเธอเริ่มฉายแววหวาดกลัว เธอมองเขาแล้วน้ำตาก็ไหล แต่ตัวเธอขยับไปไหนไม่ได้ เหมือนมีแรงอะไรสักอย่างกดทับอยู่จากด้านบน "เธอร้องไห้ทำไม"
                 เหมือนจะเป็นถ้อยคำที่ถามเพราะเป็นห่วง แต่แววตาของเขาเย็นเยียบ เสียงของเขาก็เย็นไม่แพ้กัน ในใจเธอตอนนี้ทำได้เพียงภาวนาร้องขอชีวิต แต่มันก็เป็นเพียงแค่นั้น เธอรู้ดีว่าเขาย่อมไม่ปล่อยเธอไว้
                 "ฉันไม่ชอบให้ใครมาปลอมตัวเป็นซีทริน ยกเว้นอัล เพราะรายนั้นฉันห้ามไม่ได้แล้ว" เขาเอ่ยขึ้นมา ใช้มือปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเธอ "ฉันได้รับคำสั่งให้ฆ่าเธอ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทางเบื้องบนอยากเล่นตลกอะไรหรือเปล่า"
                 เขานั่งข้างเธอ สางผมให้เธอเบาๆ เส้นผมของเธอนุ่ม เส้นผมซีทรินเป็นเช่นนี้เสมอ "ฉันกำลังจะทำเรื่องโหดร้ายกับเธอ ฉันเลยต้องให้เธอแทงฉันก่อน แล้วฉันก็ไม่อยากได้ยินเสียงร้องของเธอ ฉันก็เลยต้องทำแบบนี้ ฉันไม่หวังให้เธอยกโทษให้ฉันหรอกนะ เพราะตัวจริงเขาก็ไม่ได้ยกโทษให้ฉันเหมือนกัน"
                 หญิงสาวมองเขา เหมือนจะสงบลงไปบ้างแล้ว เขาคิดจะนั่งอยู่ข้างเธอแบบนี้สักพัก อย่างไรเสียเธอก็หนีเขาไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเวียนหัว ถ้าปล่อยให้เลือดไหลไปมากกว่านี้คนที่ตายอาจจะเป็นเขาไม่ใช่เธอ
                 เธอหลับไปแล้ว เขามองเธอนิ่งแล้วลุกยืน ใช้ปืนพกเล็งไปที่ตำแหน่งหัวใจ เขาไม่รู้ว่าใช้มีดหรือใช้ปืนจะเจ็บกว่ากัน เขาไม่ไว้ใจปืนเลย เขาไม่ถนัดใช้ปืน เขาไม่รู้ว่าจะยิงตรงไหนให้เธอตายในนัดเดียว
                 ปัง! ปัง!
                 สุดท้ายเขาก็ยิงออกไป ยิงทุกจุดที่เป็นจุดตาย ยิงออกไปจนกระสุนหมดแม็ก
                 เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครคนหนึ่งถึงแม้จะไม่ค่อยชอบมันมากนัก แต่เขาไปหาคนปลายสายตอนนี้ไม่ได้ ถ้าเขาไป...เธอจะต้องเสียใจแน่
                 ซีทริน...ถ้าเป็นไปได้...ช่วงนี้อย่าออกมาข้างนอก' 
                 เขาพูดเพียงสั้นๆ แค่นั้น ก่อนจะกดวางไปเฉยๆ ทิ้งความมึนงงไว้ให้คนปลายสาย
                 เขาเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วมองร่างแน่นิ่งของหญิงสีขาวตรงหน้า ใบหน้าของเธอคลี่เป็นรอยยิ้มบางราวกับมีความสุขก็ความตายที่เขาหยิบยื่นให้ เห็นอย่างนั้นริมฝีปากเขาก็กระตุกยิ้มอย่างอดไม่อยู่ ในที่สุดมันก็กลายเป็นเสียงหัวเราะ หัวเราะจนเข่าอ่อนยืนไม่ไหว
                 ทำไปได้นะท่าทางเมื่อกี้ ห่วงใยเหรอ อ่อนโยนเหรอ เรื่องแบบนั้นเขาทำเป็นที่ไหนกัน
                 เขาไม่สนใจหรอกว่าเธอจะตายยังไง เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเธอจะเป็นใคร ถ้าไม่ใช่ซีทรินเขาก็ไม่สนใจหรอก หน้าตาเหมือนกันแล้วยังไง เสียงแบบเดียวกันแล้วยังไง?
                 ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนที่ช่วยเขา ไม่ใช่คนที่สอนเขาเรื่องราวต่างๆ
                 เพราะฉะนั้นผู้หญิงคนนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย เป็นแค่คนแปลกหน้าเท่านั้น
                 "ร่างกายแบบนี้คงเอาไปให้คาเมรอนไม่ได้" เขามองศพตรงหน้าด้วยแววตาเสียดาย "งั้นเรามาเล่นอะไรสนุกๆ กันก่อนเถอะ"
                 ในวันนั้นเขากลับเข้าทัพด้วยเสื้อผ้าที่ย้อมไปด้วยสีเลือด
 
 
END - KILL
 
----------------------------------
 
 
#2141 Unknown
 
25 Feb. 1027 11 : 23 PM
 
 
                 'ซีทริน...ถ้าเป็นไปได้...ช่วงนี้อย่าออกมาข้างนอก'
                 คำพูดเช่นนั้นคิดจะห้ามข้าได้หรือคาโนลอส ฝันไปเถอะ นางคิดเช่นนั้นอยู่ในใจตลอดสิบวันที่ได้ยินเสียงเนิบช้าของเขาผ่านโทรศัพท์ เฝ้ารอจนกว่าจะถึงคืนเดือนหงาย
                 ร่างกายที่ไม่ทนต่อสภาพอากาศภายนอกเช่นนี้ นางออกไปข้างนอกได้แค่ไม่กี่วันเท่านั้น อากาศร้อนไปก็ไม่ได้ ลมแรงไปก็ไม่ได้ ฝนตกก็ไม่ได้ ในวันปกติธรรมดาเช่นนี้เขายังคิดจะกักขังนางไว้ในห้องเย็นเหม็นอับนี่อีกหรือ
                 อันความจริงนางรู้ดีแก่ใจว่าเขาเป็นห่วงนาง ถึงแม้เขามักจะอ้างว่ามันเป็นคำสั่งอยู่เสมอๆ ก็ตาม นางรู้ว่าเขาไม่เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์จึงไม่สามารถบอกได้ แต่ถึงอย่างนั้นนางเองก็อดทำตัวเอาแต่ใจไม่ได้อยู่ดี
                 ตอนอยู่ในเผ่านางเคยได้วิ่งเล่นตามใจอยาก วิ่งไปทางนั้นที เล่นทางนี้ที จะให้มาโดนกักขังเช่นนี้ก็ไม่ใช่วิสัย เช่นนั้นถึงแม้เขาจะห้ามเพียงใด นางก็ยังคงรั้นออกไปข้างนอกเช่นเดิม
                 เสียงนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนตรง นางลุกไปหยิบเสื้อคลุมเก่าตัวยาวนั้นแล้วเดินออกข้างนอกไป เวลานี้เป็นเวลาที่ทหารเปลี่ยนเวร ผู้คนส่วนใหญ่จึงมักไม่มีใครใคร่จะสนใจนาง แต่ถึงเขาจะสนใจ หากเป็นผู้ที่ไม่รู้จักคาโนลอสก็ไม่มีปัญหาอันใด เขาเป็นคนปลีกวีเวก แม้มียศแต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงจำเขาไม่ได้นั่นเอง
                 แต่หากเจอคนที่รู้จักคาโนลอสว่าเขาจริงจังเรื่องของนางเพียงใด นางก็คงได้แต่อ้อนวอนทหารนายนั้นไม่ให้ไปบอกเขา
                 หากเขารู้...เขาจะต้องโกรธนางมากแน่
                 ยามเมื่อเดินถึงทะเล นางถอดรองเท้าออกวางไว้แถวนั้นแล้ววิ่งเข้าหาทะเลราวเด็กน้อย ใช้เท้าเปล่าสัมผัสผืนทรายนุ่ม มือแตะน้ำทะเลใส ลงไปในน้ำ เล่นน้ำอย่างสนุกสนานเพียงลำพัง
                 เวลาเพียงไม่นานนางก็ต้องขึ้นจากน้ำ ถึงในยามนี้อากาศผู้คนในแถบนี้จะรู้สึกว่าอากาศนั้นหนาวเย็น แต่สำหรับตัวนางแล้ว อากาศเช่นนี้ก็ยังถือว่าร้อนนัก นางเดินขึ้นจากน้ำ เสื้อผ้าตัวในของนางไม่เปียกผิดกับเสื้อคลุมตัวนอกนี่ชุ่มน้ำเสียจนหนักอึ้ง นางถอดมันออกแล้ววางไว้ที่พื้นทรายใกล้ๆ รองเท้าที่วางทิ้งไว้ก่อนจะออกไปเดินริมทะเล
                 นางอมยิ้มเล็กน้อย ลมแรงอย่างเขาว่า แต่ช่างปะไร ให้อยู่แต่ในที่ปลอดภัยนางก็จะไม่มีภูมิคุ้มกันพอดี
                 นางเดินไปเรื่อย หยุดนั่งมองปูเสฉวนริมทะเลบ้าง นั่งมองกองเปลือกหอยบ้าง เมื่อใกล้หมดเวลานางก็เริ่มเดินกลับ เสียงจากในกองทัพเริ่มสงบแทนที่ด้วยเสียงคลื่นกระทบชายหาด
                 นางได้ยินเสียงกีต้าร์ดังขึ้นจากที่ไกลๆ ในใจรู้สึกขบขันเล็กน้อยกับผู้ที่มีอารมณ์สุนทรีย์มานั่งเล่นดนตรีในยามวิกาลเช่นนี้ สองขาที่คิดจะขึ้นฝั่งกลับลองตามเสียงเพลงที่ลอยตามลมมา 
 
                 It's alway times like these
                 When I think of you
                 And I wonder if you ever think of me
 
                 นางพบเข้านั่งอยู่บนโขดหินจึงเดินเข้าใกล้ทีละน้อย รู้ตัวอีกทีหญิงสีขาวก็ยืนอยู่ข้างหลังเขาเสียแล้ว นางจ้องมองแผ่นหลังชายที่เล่นกีต้าร์อยู่ตรงนั้นเงียบๆ มองเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่พลิ้วไปกับสายลม ฟังเสียงอันแสนคุ้นเคยพร้อมความรู้สึกที่คุ้นชินอย่างประหลาด 
                 ราวกับรู้ว่ามีผู้คนจ้องมองจากด้านหลัง เขาเหลือบมองนางเล็กน้อย นางเห็นเขาแย้มรอยยิ้มจากใบหน้าด้านข้างก่อนจะหันกลับไปร้องเพลงให้ทะเลฟัง
 
                 'Cause everything's so wrong
                 And I don't belong
                 Living in your precious memory
                 'Cause I need you and I miss you and now I wonder
 
                 ใช่แน่... ใช่เขาแน่ นางเดินเข้าไปหาเขาใกล้ๆ มองใบหน้านั้นให้ชัดก่อนจะล้มกองไปกับโขดหิน หัวเข่าปรากฎรอยถลอก น้ำตานางไหล ไม่ใช่เพราะความเจ็บ แต่เป็นเพราะคนตรงหน้า
                 ไม่คิดว่าจะได้พบเจออีก ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกแล้ว
                 เขายิ้มให้นาง วางกีต้าร์ไว้ข้างตัวก่อนจะเอามือเช็ดน้ำตาให้นาง มือเขาหยาบเช่นคนทำงาน นางแนบมือของเขาเข้ากับแก้ม ร้องไห้อยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน
                 เขายิ้ม ใช้มืออีกข้างไปลูบเส้นผมของนางแผ่วเบา "ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เจอกันก็ร้องไห้ใส่หน้าฉันเลยเหรอ?"
                 นางหัวเราะเบากับคำพูดของเขาก่อนจะส่ายศีรษะ "ข้าเพียงคิดถึงเจ้ามาก คาร์ล"
                 "เดี๋ยวนี้กล้าพูดมากกว่าเดิมนี่ซีทริน" เขาหอมแก้มเธอ "ไม่ได้เจอกันนาน เธอตัวโตขึ้นเยอะเลย"
                 "ข้าไม่ได้เป็นเช่นเจ้านี่ ตัวเท่าใดก็เป็นเช่นนั้น" นางปาดน้ำตาที่เปื้อนใบหน้าแล้วยิ้มให้กับเขา "กล้าดีอย่างไรลอบเข้ากองทัพน่ะ เจ้าไม่กลัวโดนปืนยิงหัวหรือ"
                 "ตอนนี้เธอก็ไม่ได้ยิงฉันนี่ ตัวไร้อาวุธแบบนี้จะดีเหรอองค์หญิง" เขายิ้มล้อเลียนนาง
                 "มีเจ้าอยู่แบบนี้แล้วข้ายังจะต้องกลัวสิ่งใดอีกหรือ" นางช้อนตามองเขา นัยน์ตาสีฟ้าใสฉายแววซุกซนอย่างที่เขาเคยเห็นทำให้เขาอดเอื้อมมือมายีผมเธอเบาๆ ไม่ได้
                 "อย่าคิดจะไว้ใจฉัน" เขาเอ่ยอย่างทีเล่นทีจริงก่อนจะนอนลงบนโขดหิน รั้งตัวนางให้นอนมองดาวบนท้องฟ้าเคียงข้างกัน
                 ซีทรินไม่คิดจะมองดาว นางเอาแต่มองชายที่นอนอยู่ตรงข้างๆ จนกระทั่งเขาเอ่ยขึ้นพร้อมชี้ไปยังท้องฟ้ารัตติกาล "นั่นดาวของเจ้า เอริดานัส"
                 นางมองตามมือเขาไป มันเป็นคืนเดือนหงายทำให้มองเห็นแสงดาวไม่ชัดนัก "ไม่สวยเอาเสียเลย"
                 "ชื่อเธอนี่มีแต่ของมีค่านะ ทั้งดาว ทั้งพลอย" เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ นางมุ่นคิ้วเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้มเอ่ยถาม "เช่นนั้นเจ้ามองข้าเป็นดาวหรือเป็นพลอย"
                 "พลอย" เขาตอบเนิบๆ แล้วหันมามองใบหน้านางบ้าง ได้ยินเขาตอบเช่นนั้นนางก็หัวเราะขึ้น หัวเราะไม่หยุดจนเขาชักเกรงว่าตนทำสิ่งใดผิดไป นางพยายามหยุดหัวเราะมองใบหน้างงงันของเขา "เจ้ามองข้าเป็นเครื่องประดับหรือ?"
                 "เปล่า" เขามองนาง...มองด้วยแววตาจริงจังแบบที่นางไม่เคยพบเห็น "พลอยสามารถคว้ามาไว้ข้างตัวได้"
                 นางชะงักไปเล็กน้อย มองแววตาจริงจังของเขาแล้วก็ยิ้มออก "เช่นนั้นเจ้าจะซื้อพลอยเม็ดนั้นด้วยราคาเท่าใด ข้าคิดว่าเจ้าของมันคงจะขายด้วยราคาที่แพงลิบลิ่ว"
                 เขาหัวเราะ ดึงตัวนางเข้ามากอด "ฉันคิดว่าจะขโมยมา"
                 "ช่างไม่ลงทุนอะไรเสียเลย" นางเอ่ยขึ้นแล้วหัวเราะในอ้อมกอดเขา "แต่ข้าคิดว่าพลอยเม็ดนั้นอาจจะอยากติดตามข้างกายเจ้าก็เป็นได้"
                 นางใช้เวลายามค่ำคืนไปกับเขา ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ พูดถึงเรื่องเล่าที่แต่ละคนต่างได้พบเจอ เขาว่าช่วงนี้ทำงานเหนื่อยนัก หัวหน้างานก็ได้แต่ชี้นิ้วสั่ง เวลานอนยังแทบจะไม่มี อย่าพูดถึงเวลาที่จะปลีกตัวมาหานางเช่นนี้ วันนี้ที่เขาหลบออกมายังแทบจะโดนเพื่อนร่วมงานพ่นไฟใส่
                 เขาเป็นนักเล่าเรื่อง ยามเล่าเรื่องราวต่างๆ ก็มีสร้างเสริมปั้นแต่งขึ้นมาบ้าง เขามักสร้างเรื่องราวต่างๆ มาให้นางหัวเราะ ทำเรื่องบ้าๆ บอๆ เพียงเพราะว่าอยากจะเห็นนางยิ้มเท่านั้น
                 "คาร์ล ข้าคิดว่าข้าได้เวลากลับทัพแล้ว" นางมองไปยังดวงจันทร์ใต้ฟ้า เวลาบ่งบอกว่าอีกไม่นานฟ้าจะสว่าง ร่างกายนางไม่ทนแสง ถึงแม้จะสามารถอยู่ได้ แต่หากอยู่นานร่างกายของนายจะละลาย 
                 นางเห็นเขาหลับ ไม่รู้ว่าในเวลานี้นั้นควรจะปลุกเขาดีหรือไม่ ในที่สุดนางจึงลุกขึ้นนั่ง มองใบหน้ายามหลับของเขานานก่อนจะเขย่าตัวเขาเล็กน้อยเพื่อให้เขาตื่น 
                 "ข้าจะกลับทัพแล้ว" นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม "เจ้าไปส่งข้าได้หรือไม่"
                 เขาลุกขึ้นสะบัดหัวไล่ความง่วงแต่ถึงอย่างไรก็ยังคงเบลอมองทางข้างหน้าอยู่ไม่ชัดนั่นเอง นางเลื่อนกีต้าร์ที่เขาเอามาใส่มือเขาแล้วเดินนำปรายตามองคนด้านหลังอยู่เป็นพักๆ เนื่องว่ากลัวเขาจะล้มพับไปกลางทาง แต่เขาก็ยังคงก้มหน้าตามเธอมาเรื่อย
                 "เธอรู้ไหมซีทริน...รักกันในช่วงสงครามนี่มันลำบากนะ" จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมา ซีทรินหัวเราะเบา นางรู้ดี นางรู้ว่ารักยามสงครามนั้นมันลำบาก แค่จะเอาตัวรอดนี่ก็ลำบากแล้ว
                 นางยังคงเดินนำ ไม่ทันรู้ภัยจะมาถึงตัว 
                 คาร์ลชักปืนสีดำสนิทออกมาจากข้างเอว เล็งไปที่หญิงสาวตรงหน้า ร่างกายเธออ่อนแอ ไม่ว่าจะยิงตรงจุดไหน เธอก็ไม่รอดอยู่ดี ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ต้องการให้เธอเจ็บตัว ในขณะที่เขาคิดว่าจะทำอย่างไรนั้นหญิงสีขาวก็หยุดเดินไปซะเฉยๆ
                 "ข้ารักเจ้านะคาร์ล รักเจ้ามากจริงๆ ขอโทษด้วยที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยได้พูดคุยเรื่องนี้กับเจ้าอย่างจริงจัง" นางเอ่ยขึ้นเสียงสั่น สุดท้ายก็ห้ามน้ำตาไม่ไหว ซุกหน้าลงกับฝ่ามือ "แต่พอแล้วล่ะ วันนี้ข้ามีความสุขเหลือเกิน"
                 ซีทรินกลับหลังหันไปมองคาร์ล ในเวลานี้เขามีแท่งน้ำแข็งที่โผล่ออกมาจากพื้นทรายแทงทะลุร่างตรึงให้เขาหยุดอยู่กับที่ เลือดสดๆ ไหลย้อมแท่งน้ำแข็งสีใส ไม่นานเข้าก็กระอักเลือดออกมา นางรู้ว่าเขาคงจะเจ็บปวด แต่เขาเป็นคนเช่นนี้ แม้ว่าจะเจ็บปวดเพียงใดก็ไม่ร้องออกมาแม้แต่น้อย
                 "แต่เจ้าอยู่ตรงนี้ไม่ได้ เจ้าหายไปแล้วคาร์ล เจ้าหายไปเนิ่นนานแล้ว" นางสะอื้นอยู่อย่างนั้น สายตาเหม่อมองปืนที่ตกอยู่บนพื้นก่อนจะเลื่อนไปมองร่างเขาที่กระตุกขึ้นครั้งหนึ่งก่อนจะแน่นิ่งไป "ข้ายังตายตอนนี้ไม่ได้คาร์ล แต่ข้าขอสัญญา สักวันข้าจะตามเจ้าไปแน่นอน"
                 พลังเวทนางอ่อนลงมาก น้ำแข็งที่สร้างขึ้นมานั้นคงอยู่ไม่ได้นาน เมื่อน้ำแข็งละลายหมดร่างของเขาจึงกระแทกลงกับพื้นทราย นางทรุดลงข้างศพนั้น กอดเอาไว้แน่น ร้องไห้จนตัวโยน
                 นางจำคำเขาได้ เขามักว่าหากเศร้าก็เศร้าได้ หากอยากร้องไห้ก็ร้องได้ แต่อยากร้องให้ผู้ใดเห็นและอย่าปล่อยให้มันควบคุมจิตใจ ผ่านไปพักหนึ่งนางก็ลุกยืน หยิบขวดยาพิษที่ซ่อนไว้เทราดบนร่างแน่นิ่งของเขา ยาพิษของนางเมื่อราดลงบนศพแล้วก็กัดกร่อนร่างเขาจนเป็นรูโหว่ แต่มันยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น มันยังคงกัดกินศพของเขาจนเหลือเพียงน้ำกองหนึ่งซึมลงพื้นทรายขาว
 
                 If I could fall into the sky
                 Do you think time would pass me by?
                 'Cause you know I'd walk a thousand miles
                 If I could see you .....
                 If I could hold you ..... tonight
 
END - KILL
 
----------------------------------
อ่านไม่รู้เรื่องใช่มั้ยคะ...คีย์ก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันค่ะ O<-<
 

Comment

Comment:

Tweet

แฟงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
//แสปมใส่ #ไม่
โอย นึกว่าแฟงจะฆ่าโหดแล้วน่ะ เจอเอรินี้เงิบ o<--<
#แล้วตกลงแฟงข่มขืนจริงๆหรอครับ :9

#6 By :RE.L Natsun: on 2013-03-07 01:30

พวกเราเป็นทหารหาญ ......หาญกันจนเกินไป
เห็นแฟงโรลตอบเอดีนไว้พักนึงแล้วว่าโดนแทงเราแบบ อ่า..ยอมเหรอทำไมแฟงใจดี #ตกลงแล้วคิดผิดสินะ โน่วแฟงไม่ใช่คนใจดี 55555 อ่านไปแล้วตกใจนิดหน่อยที่สถานะสองคนนี้ซับซ้อนกว่าที่คาดคิดไว้/ซีด ......ตกลงแล้วทำอะไรกันสนุกๆเหรอ แฟงเคยบอกว่าจะยิ้มเวลาฆ่าคนนะ แต่สนุกอันนี้มันอะไรกัน  / ตัวหดเล็กลงเป็นลูกไก่
เอริ....เอริใจดีเสมอแง ผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ใจดีเหมือนให้อารมณ์คุณแม่แต่ก็ไม่ใช่ อ่าก....ทำไมอ่านแล้วเราเศร้า เราบ่นของแฟงเยอะกว่าแต่เราพีคเอริดานัสมากกว่า อะไรที่มันอยู่กับเราได้ไม่นานแล้วก็ทำให้หายไปต่อหน้าต่อตานี่มัน....... /ใจหาย

#5 By c h r o s on 2013-03-06 15:18

กำคอมเม้นท์ซ้ำอีกและsad smile

#4 By EINNIF* on 2013-03-06 11:11

แฟงข่มขืนศพ แฟงโรคจิต  
แฟงโรคจิตจริงๆนะ แฟงแม่ม.....
ภาษาสวยดี แต่แฟงโรคจิตมันกลบทุกสิ่ง
กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก
โอยขำ แฟงเห็นตัวเองถูกบั่นหัวแบบต่อหน้าต่อตา 55555
ทำไมยิ่งรู้จักแฟงยิ่งหมั่นไส้แฟงเนี่ย 55555
เกือบจะข้ามของเอริไปไม่เม้นท์
เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรจะเม้นท์เพราะไม่ค่อยได้โรล 
ทำไมเอริไม่ขังคาร์ลไว้ดูเล่นคะ
ใส่กรงไว้ในห้องแช่แข็งรอดูอีกฝ่ายหนาวตายอย่างช้าๆ (ตอนนี้ฉันคงดูโรคจิตมากกว่าเอริ)

#3 By EINNIF* on 2013-03-06 11:09

แฟงข่มขืนศพ แฟงโรคจิต  
แฟงโรคจิตจริงๆนะ แฟงแม่ม.....
ภาษาสวยดี แต่แฟงโรคจิตมันกลบทุกสิ่ง
กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก
โอยขำ แฟงเห็นตัวเองถูกบั่นหัวแบบต่อหน้าต่อตา 55555
ทำไมยิ่งรู้จักแฟงยิ่งหมั่นไส้แฟงเนี่ย 55555
เกือบจะข้ามของเอริไปไม่เม้นท์
เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรจะเม้นท์เพราะไม่ค่อยได้โรล 
ทำไมเอริไม่ขังคาร์ลไว้ดูเล่นคะ
ใส่กรงไว้ในห้องแช่แข็งรอดูอีกฝ่ายหนาวตายอย่างช้าๆ (ตอนนี้ฉันคงดูโรคจิตมากกว่าเอริ)

#2 By EINNIF* on 2013-03-06 11:09

อ่านจนจบ... /นอนตาย
สุดยอดเลยยยยยย แหง่มมมม
เนื้อหาสุดยอดเบย ภาษาก็ฉวย/แทะเอนทรี่

#1 By ZoraRei on 2013-03-05 21:20